SMEs   Franchise   Directory   About Us   Advertising    Contact   Partner
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ  

หน้าแรก > Manage > เศรษฐกิจ "ฝืด" SMEs ปรับตัวอย่างไร ?

เศรษฐกิจ "ฝืด" SMEs ปรับตัวอย่างไร ?


ในช่วงเวลานี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะได้ยินข่าวกันอย่างถ้วนหน้าเกี่ยวกับธุรกิจฝที่ฝืดเคือง ตัวเลขจีดีพีที่ลดลง

แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตที่ช้าลง ฝืดเคืองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนโยบายภาครับก็ออกมาเป็นชุด ๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อให้เกิดขึ้นภายในประเทศแทนความหวังในการสร้างรายได้จากการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงนั้น ยอดขายที่มาจากกระตุ้นก็แทบจะไม่อยากจะเคลื่อนไหว ทำให้บางครั้งผลออกมาเป็นคลื่นที่เรียกว่าเครื่องกระตุ๊ก กระตุ๊ก เป็นระยะๆ ตามความแรงของมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา ทำให้ต้องมีการหามาตรการแก้ไขทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่คอยออกมาตรการเพื่อมาบริหารประเทศโดยการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นการมองที่เป็นภาพใหญ่ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายนั้น ก็ต้องกลับมามองตนเองถึงมาตรการที่จะทำอย่างไรให้องค์กรนั้นฝ่าวิกฤตได้เช่นกันเพื่อสามารถนำมาซึ่งความยั่งยืนทางธุรกิจของตนเองที่แท้จริง..

กระบวนการของการตัดสินใจในสถานการณ์เช่นนี้ จึงถูกตัดสินใจภายใต้การวางแผนกลยุทธ์ที่รัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการเจริญเติบโต ที่เรียกว่าเป็นการบุกเพิ่มมากขึ้น หรือแผนกลยุทธ์ที่จะหยุดนิ่ง คงธุรกิจของตนเองให้เป็นเช่นเคย และสุดท้ายหลายคนพิจารณาที่จะถดถอย ตามสภาพที่จะต้องถอยร่น การพิจารณาถึงหลักกลยุทธ์นั้นมีความสำคัญไม่น้อยที่จะตัดสินถึงอนาคตของธุรกิจของเรา เรียกได้ว่าอานิสงค์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นคือผลจากการตัดสินใจหรือคิดในวันนี้ เป็นการคิดเพื่ออนาคต Think for Future เป็นการปลดล็อคปัญหาและอุปสรรคของธุรกิจในปัจจุบัน ในหลายปีก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาเศรษฐกิจ วิถีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบามา ที่พยายามที่จะให้มีการซื้อขายกันเองภายในประเทศมากขึ้น หรือการที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศลดอัตราภาษีส่วนบุคคลลงก็เพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นแนวคิดการเปิดการค้าเสรีจึงนิยมให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น จึงมีความต้องการให้มีการค้าขายกันอย่างออกหน้าออกตา

กลับมาคิดในระดับผู้ประกอบการอย่างเรา ๆ จึงเป็นความสำคัญของผู้ประกอบการอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่จะพิจารณาเลือกถึงวิธีที่เหมาะสม นำมาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากวิกฤต (Value in Crisis) หมายถึงหลักการแก้ปัญหาที่มีผลมาจากเศรษฐกิจ ต้องสร้างมูลค่าที่จะทำให้องค์กรนั้นมีแนวทางเติบโตเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่การมองในเรื่องของการกำจัดหรือรัดเข็มขัดเพียงอย่างเดียว เช่นการที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นให้ประชาชนใช้เงิน ก็เพื่อทำให้เกิดกิจกรรมภาคการซื้อ ที่เรียกว่า Demand Side เพราะรัฐบาลรู้ดีว่าเมื่อมีการซื้อ ก็จะทำให้เกิดกระแสการหมุนเวียนของเงินสดในระบบ จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการซื้อเกิดขึ้นในระบบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการดอกเบี้ยบ้าง การซื้อของแล้วนำไปหักภาษี และอื่น ๆ เมื่อประชาชนไม่มีเงินที่จะซื้อรัฐบาลจึงต้องใส่เม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมันเดินต่อไป นโยบายของภาคอุตสาหกรรมต้องกลับมามองว่ากิจกรรมใดที่จะสามารถสร้างทำให้เกิดการหมุนเวียนกลับมาเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้ จึงพึงต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง อย่าได้หยุด อย่าได้ละเว้น เพราะถ้าธุรกิจนั้นหยุดกิจกรรมลง คุณค่าขององค์กรก็ลดลง จะทำให้ตกอยู่ในสภาวะถดถอย และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง ก็อาจจะทำให้ตนเองนั้นตกขบวนไป ตามไม่ทันผู้อื่น สามารถสังเกตได้ว่าธุรกิจเกิดขึ้นไปและเจริญเติบโตไปได้ดีนั้นจำนวนไม่น้อยที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540-2543 ซึ่งอธิบายได้ว่า อย่ากังวลมากจนกระทั่งไม่ทำอะไร จะทำให้สูญเสียโอกาสที่สำคัญในการขยายธุรกิจ ดังนั้นการที่หลายธุรกิจกำลังตกอยู่ในสภาวะที่มีความกังวล หวั่นกลัว โดยไม่คิดที่จะทำอะไรเลยจึงไม่เป็นสิ่งที่ถูกมากนัก เพราะเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นอีกครั้ง คลื่นลูกใหม่ ๆ ที่มีอยู่ในวงการหรือไม่อยู่ในวงการก็จะเกิดขึ้นและแซงหน้าเราไปอย่างน่าเสียดาย

"กิจกรรมหลัก ๆ ที่ผู้ประกอบการพึงกระทำคือเป็นเวลาที่ดีที่จะกลับมามองตนเอง มองธุรกิจว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นไร อะไรที่เป็นประโยชน์มากแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะยุ่งเหลือเกินในช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้น ที่พบกันบ่อย ๆ คือระบบงานที่ยังไม่มีความพร้อมดีนัก เริ่มต้นตั้งแต่ ระบบการขาย การบริหารจัดการของผู้จัดการ ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบการทำงาน การวางแผนงาน ระบบการให้บริการอย่างมืออาชีพ รวมถึงระบบมาตรฐานต่าง ๆ การดูแลระบบความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงานไม่กดดันเมื่อต้องทำงาน มีความสุขเพียงพอต่อการที่จะเข้ามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" 

ซึ่งมีบางองค์กรถือเวลาในช่วงนี้ แทนที่จะลดจำนวนพนักงานลง กลับใช้วิธีการคัดเลือกหัวกระทิของแต่ละแผนก เรียกได้ว่าถ้าเป็นนักเรียนก็นักเรียนเกรด A ในแต่ละแผนก ประมาณ 10 % มารวมตัวกัน รวมกันคิดวิธีการลดต้นทุนให้องค์กร โดยอาจจะมี KPI คือลดต้นทุนขององค์กรลง 10% ในเดือนที่ 1 และต่อ ๆ ไป หรือการช่วยกันคิดเรื่องการวางระบบงาน การยกระดับระบบการให้บริการอย่างมืออาชีพ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่เป็นผลจากการสร้างความสุขให้พนักงาน  ทำงานจัดทำโครงสร้างการบริหารงานบุคคล การวางระบบประเมินใหม่ หรือแม้แต่การกลับมาทบทวนเรื่อง การขาย การบริหารจัดการจาก “ผู้จัดการ” ให้มีความแน่นและแม่นยำเพิ่มมากขึ้น

อีกประการหนึ่งที่ทุกองค์กรนั้นต้องกลับมาให้ความสำคัญควบคู่กันไปกับกิจกรรมข้างต้น คือการสร้างศักยภาพทางความคิด ความรู้ ความชำนาญให้กับพนักงาน การเติมเต็มความรู้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ที่ทำกันอย่างไปวัน ๆ กระบวนการการเรียนรู้เชิงลึกหรือรู้จนชำนาญนั้น เพราะพนักงานที่ประสบความสำเร็จทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ต้องมีทั้งความรู้และทักษะควบคู่กันไป ความรู้เหล่านี้ต้องถูกป้อนให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง ขาดไม่ได้ เพราะองค์ความรู้เหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการต่อเติมกิจกรรมการสร้างระบบให้องค์กร ทำให้ได้แนวทางการแก้ไขที่ไปถูกทาง อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่ผลที่ได้คือการเติมเต็มมูลค่าเพิ่มให้กับทีมงาน และในที่สุดก็จะไหลย้อนกลับมายังองค์กรหรือทีมงาน..

เมื่อถึงเวลานั้นล่ะ..ฮึม!..ฮึม!.. อาจจะต้องซื้อตู้เซฟไว้หลายใบหน่อย..ไว้คอยเก็บเงินที่จะไหลมาอย่างเทน้ำ..เทท่า..ฮึ..ฮึ..แล้วอย่างลืมกันล่ะ..เป็นกำลังใจให้เสมอคร๊าบ.บ.บ.

 

ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย
โดย : BisnesCafe.com | คาเฟ่ของคนรักธุรกิจ

จำนวนผู้เข้าชม 816 ครั้ง

ข่าวสาร แผนธุรกิจ ธุรกิจแฟรนไชส์ บน facebook คลิกเลยที่นี่

หมายเหตุ

การแสดงความเห็นใดๆ ให้ละเว้นการใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น ทั้งข้อความ รูปภาพ อันจะสร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ให้ละเว้นข้อความหรือการนำเสนอรูปภาพอันส่อไปในทางลามก อนาจาร และพาดพิงถึงบุคคลอื่น อันจะทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

ให้ละเว้นการใช้ถ้อยคำหยาบคาย และการพาดพิงถึงบุคคลอื่น อันจะทำให้เกิดความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง

ห้ามทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ที่แสวงหาผลกำไรใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาติจากทางทีมงานเว็บ bisnescafe.com

ทีมงานเว็บ bisnescafe.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่สมควรให้เผยแพร่ความคิดเห็นนั้นๆ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็น

ข้อความและสื่อใด ๆ จะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด หากมีคดีความใด ๆ จะถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานตามกฎหมาย

หากสมาชิกทำผิดต่อนโยบายการใช้งาน ทางทีมงาน bisnescafe.com จะดำเนินการระงับการใช้งานสมาชิกเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Hot! Update News SMEs Franchise Tip &Trick Business Plan
Business plan Marketing plan Financial&Investing Plan Market Info Program & Software Sample Business plan
Shopping&Download Webboard Biz Directory

เข้าร่วมธุรกิจ

Book&Magazine

แนะนำ SME

แนะนำ Franchise

Copyright 2014 Bisnescafe.com All Rights Reserved.