SMEs   Franchise   Directory   About Us   Advertising    Contact   Partner
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ  
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

หน้าแรก > เว็บบอร์ด > Biz plan > ตัวอย่างการวิเคราะห์ Five Forces Model ของ Michael Porter

ตัวอย่างการวิเคราะห์ Five Forces Model ของ Michael Porter

2015-12-05 15:09:43 #1
9moo

การวิเคราะห์ Five Forces Model

โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่า การวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

Five Force:

1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier

3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า

4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่

สิ่งที่ควรคำนึงถึง

1. ทำยังไงให้ อำนาจต่อรองของ Supplier และของลูกค้า ต่ำลง

- อาจทำได้โดย ผู้ผลิต(หมายถึงเรา) อาจรวมกลุ่มกันขึ้นมาต่อรองราคากับ Supplierเช่น สมมติว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านคอมในพันทิพย์ เราอาจรวมตัวกัน 100 ร้าน สั่งคอมมาทีเดียว ให้ Supplier ลดราคาให้เป็นพิเศษ

- สำหรับลูกค้า เราอาจรวมตัวกันทุกร้านขายราคาเดียวกันหมด ลูกค้าก็กดราคาเราไม่ได้

2. ทำยังไงที่จะทำให้ภัยคุกคามไม่เกิด เช่น ตั้งชมรมผู้ขายคอม แล้วบอกเจ้าของตึกว่า ไม่ให้รับร้านค้าเพิ่มแล้ว


ตัวอย่างกรณีสมมติ-การวิเคราะห์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามหลัก Five Force

******ตัวอย่างนี้นำเสนอเพื่อวิเคราะห์ Model ทางการตลาดแบบ Five Force เท่านั้น มิได้อ้างอิงเหตุการณ์และสถานที่ที่มีอยู่จริงแต่อย่างใด*****


ธุรกิจ : ร้านขายของชำร่วยในสวนจตุจักร

ธุรกิจนี้เป็นการเปิดร้านขายของชำร่วยในตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งของชำร่วยที่ขายอาจเป็นได้ทั้งของขวัญ ของที่ระลึก หรือของสมนาคุณที่นิยมแจกตามงานต่างๆ เช่น เครื่องเคลือบเซรามิค เครื่องปั้นดินเผา ช้อนส้อม พวงกุญแจ ไฟฉายขนาดพกพา เป็นต้น โดยจะนำมาวิเคราะห์กลไกทางการตลาดด้วยหลัก Five Force Analysis ของ Michael Port ดังนี้

1. Rivalry Among Current Competitors (การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม)

จากการสำรวจในตลาดนัดสวนจตุจักรพบว่าธุรกิจขายของชำร่วยมีผู้ประกอบการอยู่ประมาณ 15 รายโดยจำแนกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโซนขายของชำร่วย (10 ราย) และกลุ่มที่กระจายอยู่ทั่วไป (5ราย)

ในกลุ่มโซนที่ขายของชำร่วยด้วยกันเองนั้นก็มิได้ตั้งอยู่ติดกัน การแข่งขันแย่งชิงลูกค้าไม่เข้มข้นเท่ากับกรณีที่ร้านอยู่ติดกัน เช่น ในย่านพาหุรัด เป็นต้น เนื่องจากไม่มีการเปรียบเทียบสินค้าให้เห็นได้ง่ายเพราะว่าร้านอยู่ห่างกันพอสมควร(ประมาณ 3-4 ห้อง) และผู้ค้าเองก็สามารถที่จะนำเสนอสินค้าได้ง่ายขึ้น

ส่วนในกลุ่มที่อยู่กระจายอยู่ทั่วไปนั้นอาจเรียกได้ว่าไม่มีผลมากนักต่อการแข่งขัน เนื่องจากสินค้าชนิดนี้เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม และทางสวนจตุจักรเองก็จัดโซนให้ร้านค้าที่ขายของชำร่วยนี้อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน ตามปกติแล้วลูกค้าที่ต้องการเข้ามาหาซื้อของมักจะตรงเข้าไปหาแหล่งอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการร้านค้าในกลุ่มนี้มักจะเป็นพวกที่ได้รับคำแนะนำบอกต่อมาอีกที ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนละกลุ่มกัน

อย่างไรก็ตามก็มิควรตัดร้านค้าที่อยู่นอกกลุ่มออกจากคู่แข่งขัน เพราะว่าร้านพวกนี้อาจจะคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการขายสินค้าเพื่อแข่งขันกับกลุ่มที่อยู่รวมกัน ดังนั้นผู้ค้าจึงควรพัฒนาสินค้าและบริการของร้านอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิให้ข้อได้เปรียบเรื่องฐานลูกค้านี้ถูกแย่งชิงไปโดยคู่แข่งขัน

2. Bargaining Power of Suppliers (อำนาจการต่อรองของ Suppliers)

สินค้าของชำร่วยส่วนใหญ่จะมีแหล่งผลิตมาจากที่เดียวกัน เช่น เครื่องเซรามิคจะมีโรงงานผลิตโดยเฉพาะคือโรงงงานย่านดอนเมือง หรือช้อนส้อมแสตนเลสก็จะมีโรงงานที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน(ย่านลาดกระบัง) เป็นต้น ดังนั้น Suppliers จะมีอำนาจต่อรองมากกว่าเพราะว่าแหล่งผลิตสินค้าประเภทนี้มีไม่มากนัก แต่ก็ยังมีวิธีการที่สามารถนำมาใช้เพื่อลดอำนาจการต่อรองของ Suppliers ได้หลายวิธี

วิธีการที่จะลดอำนาจของ Suppliers วิธีหนึ่ง ก็คือ ผู้ค้าขายของชำร่วยจะต้องรวมกลุ่มกันไปต่อรองราคา ในกรณีที่สวนจตุจักรนี้ผู้ค้าทั้ง 10 รายที่อยู่ในโซนเดียวกัน ต้องรวมกลุ่มกันสั่งซื้อสินค้าคราวเดียวกันครั้งละมากๆ โดยเข้าไปต่อรองกับ Suppliers ว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากและให้ลดราคาขายส่งให้กับกลุ่มสวนจตุจักรนี้ จะทำให้ต้นทุนราคาของลดลง ผู้ค้าก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเพิ่มราคาสินค้าหรือหาโปรโมชั่นอื่นๆ มาเป็นจุดดึงดูดลูกค้า

ประโยชน์ที่จะได้อีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นอาจจะกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้าชั้นดี ของโรงงาน อำนาจการต่อรองต่างๆ เช่น การขอลดราคา การขอเครดิต ก็ทำได้ง่ายขึ้น หากรวมกลุ่มได้ใหญ่มากเท่าไรก็เป็นการลดอำนาจการต่อรองของ Suppliers ได้มากเท่านั้น โอกาสที่จะทำกำไรจากการขายสินค้าโดยที่มิต้องไปเพิ่มโปรโมชั่นหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็เกิดขึ้นได้ง่าย

3. Bargaining Power of Customer (อำนาจการต่อรองของลูกค้า)

การรวมกลุ่มกันของผู้ขายของชำร่วยไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าได้ถูก (ในกรณีข้อ 2) แล้ว ยังทำให้อำนาจการต่อรองของลูกค้าลดลงอีกด้วย วิธีนี้ใช้การกำหนดราคากลางของสินค้าขึ้นมาภายในกลุ่มเป็นราคาเหมือนกันหมด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมากเนื่องจากว่าสินค้ามีแหล่งผลิตและต้นทุนเดียวกัน ลูกค้าจะไม่สามารถต่อรองผู้ค้าได้เพราะราคาแต่ละร้านเท่ากันหมด หากไม่พอใจในราคาสินค้าก็จำเป็นต้องซื้อเพราะว่าร้านอื่นก็ขายราคาเท่ากัน

ส่วนการทำกำไรด้านอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องของเทคนิคแต่ละร้านว่าจะทำได้จากทางไหนบ้าง โดยไม่กระทบต่อราคากลางที่ตกลงกันไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้วยเซรามิค ซึ่งกำหนดราคากลางไว้ที่ 10 บาทต่อ 1 ถ้วย ร้านหนึ่งอาจจะทำ Package ให้สวยโดยการนำไปห่อด้วยพลาสติกสีสวยสดใสแล้วพิมพ์รายละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการลงไป ซึ่งอาจเพิ่มราคาเป็น 12-15 บาทได้ แล้วแต่กรณี

4. Threat of Substitute Products or Services (ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน)

สินค้าประเภทของชำร่วยนี้เป็นสินค้าที่มีจุดประสงค์เพื่อนำไปเป็นที่ระลึกในวาระต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานวันเกิด งานเปิดตัวสินค้าหรือร้านค้า เป็นต้น โดยของที่ระลึกที่จะนำมาขายนี้จะต้องเป็นของที่ทำเองได้ยาก เพื่อเป็นการลดอำนาจจากสินค้าทดแทน เพราะว่าหากลูกค้าสามารถทำเองได้แล้วก็คงไม่มาซื้อสินค้าจากร้านค้าไปใช้

สินค้าที่จะนำมาเป็นของชำร่วยนั้นมีหลายชนิดและความหมายกว้างมาก อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งสามารถนำมาใช้เป็นของชำร่วยได้ทั้งนั้น แต่ที่นิยมนำมาใช้กันมาก เช่น การ์ด ช้อนส้อม พวงกุญแจ นั้นจะเห็นได้ว่าเป็นสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถผลิตได้เอง จะต้องไปสั่งทำจากโรงงานซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะต้องสั่งทีละจำนวนมากๆ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับบุคคลทั่วไปก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับผู้ค้าโดยตรง ดังนั้น ลูกค้าจึงไม่ค่อยนิยมที่จะผลิตหรือไปซื้อเองตามแหล่งผลิต

ภัยที่เกิดจากสินค้าทดแทนไม่ค่อยเห็นเด่นชัดนักในเวลานี้ เพราะว่าคนทั่วไปก็ยังนิยมให้ของที่ระลึก หรือให้ของชำร่วยกันในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจที่ดีต่อกัน สิ่งที่ผู้ค้าควรกระทำก็คือพยายามหาสินค้าที่ใหม่ๆ ดูแล้วดี เพื่อแสดงถึงเจตนาของผู้ให้ของที่ระลึกว่าให้เพื่อเป็นการตอบแทนกัน

5. Threat of New Entrants (ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่)

ธุรกิจขายของชำร่วยเป็นธุรกิจที่สามารถทำเงินได้ไม่ยากนัก เนื่องจากว่าคนไทยนิยมให้ของที่ระลึกกันในงานเทศกาลหรือโอกาสต่างๆ ดังนั้นธุรกิจนี้จึงมีความน่าสนใจในด้านการลงทุน และอาจเป็นการยากที่จะกันผู้ค้ารายใหม่ที่เข้ามาลงทุน

วิธีการป้องกันภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่ สำหรับร้านขายของชำร่วยในสวนจตุจักรที่มีอยู่ประมาณ 10 ร้านนั้น (เฉพาะในแหล่งกลุ่มเดียวกัน) จะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้าง Brand ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น กลุ่มของชำร่วยจตุจักรซอย 19 หรือ กลุ่มของชำร่วยจตุจักร เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและติดกับ Brand นั้น อาจจะทำ Brochure แสดงสินค้าแจกตามหน้าตลาดหรือตามป้ายรถเมล์ เพื่อบอกให้รู้ว่าร้านขายของชำร่วยที่ตลาดนัดสวนจตุจักรนี้มีอยู่ที่เดียว คือ ซอย 19 นอกเหนือจากนี้ก็เป็นร้านที่ไม่ใช่กลุ่ม โดยปกติลูกค้าต้องการดูและเปรียบเทียบสินค้าที่มีจำนวนมาก เพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อรวมตัวกันได้แล้วก็จะทำให้ลูกค้าติด และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ผู้ค้าหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจก็ต้องเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย หากว่าตั้งอยู่โดดเดี่ยวหรือไม่ใช่กลุ่มแล้ว โอกาสที่จะขายสินค้าได้นั้นจะมีน้อยกว่า เพราะว่า Brand ที่กลุ่มได้สร้างขึ้นมานั้นแข็งพอที่จะดึงลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุนได้

อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การแตก Brand คือการที่เจ้าของร้านต้องขยายร้านเอง โดยการตั้งร้านใหม่ ชื่อใหม่ แต่เป็นเจ้าของเดิม และจัดเป็นกลุ่มขึ้น เพื่อเป็นการสกัดกั้นมิให้ผู้ค้ารายอื่นเข้ามาเปิดกิจการแข่ง เพราะว่ามีร้านขายอยู่เยอะแล้ว จะเป็นการแย่งลูกค้าและลดรายได้กันเอง

 

เซี่ยมยุทธ์

ขอขอบคุณ SMEsplannet

2015-12-06 13:54:27 #2
9moo

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์ Five Forces Model โทรศัพท์เคลื่อนที่

Competitive Strategy เป็นหนังสือเล่มแรกของ พอร์ตเตอร์ ในปี 1980 โดยเฉพาะ Five Force Model ทำให้นักวางแผนกลยุทธ์องค์กร นักการตลาด นักบริหาร และนักศึกษาเอ็มบีเอทั่วโลก ได้เห็นภาพชัดเจนในสนามการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อนำมาวางกลยุทธ์องค์กร หรือวิเคราะห์คู่แข่งขัน ทางบุกหรือทางถอย ที่สามารถใช้ได้ไม่ว่าอุตสาหกรรมใดก็ตาม Five Force Model จึงถูกนำมาใช้วิเคราะห์ให้เห็นภาพการแข่งขันแทนที่การใช้โมเดล BCG Growth Share Matrix ที่เป็น Model ในการวิเคราะห์ธุรกิจดั่งดาวค้างฟ้ามานานต้องดับไป

หากจะนำมาวิเคราะห์สนามการแข่งขันให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยในปัจจุบันมีแรงผลักห้าประการดังนี้


1. อุณหภูมิในสนามการแข่งขัน (Degree of Existing Rivalry)
พลังแห่งอุณหภูมิในสนามการแข่งขันที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่คนทั่วไปสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงในการแข่งขันในธุรกิจนั้นๆ ว่าเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย สนามการแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางการทำสงครามราคาและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายให้มีคุณภาพสูง

2. อุปสรรคสำหรับผู้มาใหม่ (Threat of New Entrants)
อุปสรรคสำหรับผู้มาใหม่ ปัจจุบันแม้ได้มีการจัดสรรความถี่สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ (Limited by License) ในย่าน 2.1 GHz ไปแล้วแต่ก็ยังนับว่าเป็นผู้ให้บริการรายเก่า (Incumbents) ที่อยู่ในตลาดมายาวนาน  ซึ่งทั้งมูลค่าการประมูลที่สูงลิบและศักยภาพของผู้ประกอบการรายเดิมในตลาดถือได้ว่า เป็นกำแพงกั้นผู้ที่คิดจะเข้าแข่งขันรายใหม่อยู่แล้ว โดยเฉพาะรายเล็กแทบจะไม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้เลย พอจะเดาได้ว่า ผู้ประกอบการรายเดิมนั้นพร้อมที่จะทำสงครามราคาเสมอหากมีผู้หาญกล้ารายใหม่เข้ามาต่อกร โดยมีข้อได้เปรียบจาก Economy of Scale ที่ตนครองฐานลูกค้าอยู่มากมายและผู้ชนะคือผู้ที่มีต้นทุนปัจจุบันต่ำที่สุด

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจะขอตั้งข้อสังเกตุ แม้ข้อเท็จจริงอาจจะบิดเบี้ยวไป แต่ในเวลานี้ผู้เขียนคิดอย่างนี้คือว่า หาก AIS DTAC True Move ต่างแยกย้ายให้บริการในความถี่ 2.1 GHz ของตนเองเมื่อเป็นอิสระพ้นจากสัมปทานจาก TOT และ CAT แล้ว โครงข่าย GSM เดิมทั้งของ TOT และ CAT ที่ให้บริการ GSM ในปัจจุบันย่านความถี่ 800 900 1800 นั้น ทั้งTOT และ  CAT จะถือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่หรือไม่ หรืออาจจะให้สัมปทานเอกชนรายใหม่ ทำตลาดแทน (มิใช่ให้สัมปทาน) ก็จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา

3. อำนาจต่อรองของผู้บริโภค (Bargaining from Consumer)
พลังจากอำนาจต่อรองของผู้บริโภคมีผลต่อสนามการแข่งขันสูงมาก เมื่อสถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเป็นลักษณะทางเศรษฐศาสตร์แบบ การแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) เนื่องจากในตลาดมีผู้ให้บริการมากกว่าสี่รายและไม่มีการฮั้วราคากัน (Cartel) และคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้นๆ มีคุณภาพพอๆ กัน  ซึ่งอำนาจสูงสุดในตลาดจะอยู่ที่ผู้บริโภค และผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยนผู้ให้บริการตลอดเวลาเมื่อมีโปรโมชั่นใหม่  ราคาถูกกว่าและมีเงื่อนไขบริการที่ดีกว่า ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อเป็นตลาดแข่งขันแบบสมบูรณ์

4. พลังของผู้ผลิต Power of Suppliers
ในอดีตผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย (Network Equipment) และผู้ผลิตเครื่องลูกข่าย จะผูกขาดให้ผู้ให้บริการแต่ละค่ายเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องลูกข่ายมือถือ  และผู้ผลิตอุปกรณ์แต่ละยี่ห้อ  แต่ละระบบ จะผูกพันกับผู้ให้บริการเพียงรายเดียว  การมีเทคโนโลยีจากผู้ผลิตใหม่หรือการมีเครื่องมือถือใหม่ จะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าของผู้ให้บริการได้ ผู้ผลิตจึงมีอิทธิพลสูงในสนามการแข่งขันในอดีต

 
แต่ปัจจุบันเกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตทั่วโลก จึงมุ่งกลยุทธ์หาพันธมิตร และควบรวมกิจการ  (Merger and Acquisition) ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและผู้ผลิตเครื่องลูกข่าย เพื่อให้กลับมามีพลังแข็งแกร่งมีอำนาจในสนามการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ยังมิใช่วันของพวกเขา

5. พลังจากสินค้าทดแทน (Substitution Goods)
พลังจากสินค้าหรือบริการทดแทน จะทำให้อุณหภูมิของสนามการแข่งขันการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทันที  "เมื่อมีสิ่งทดแทน"  เช่น มีระบบโทรคมนาคมเคลื่อนที่แบบอื่นที่ตอบสนองความต้องการใช้งานได้ดีกว่า  อย่างเช่น ในอดีต PCT ที่เกือบจะเป็นสินค้าทดแทน โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ เซลลูลาร์ ได้เพราะมีราคาถูกและใช้เป็นโทรศัพท์บ้านได้ ถือเป็น (Product Differentiation) หาก PCT ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพเพียงพออาจจะทำให้ผู้บริโภค เซลลูลาร์ เกิดการ Switching Technology ได้ หรืออาจจะมีเทคโนโลยีไร้สายอื่นที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียม หรือมีเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า 3G ในปัจจุบัน อาจจะทำให้ผู้บริโภคเกิดการ Switching Technology ได้
เพื่อให้เห็นภาพการแข่งขันที่ชัดเจนในธุรกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ผมจะขอยกแบบจำลองลักษณะการแข่งขันของ ศ.ไมเคิล อีพอร์ตเตอร์ (Five Forces Model for Competition Analysis) แห่ง  Harvard Business School มาใช้อธิบายได้เห็นภาพทั้งหมดดังนี้ครับ
 
แบบจำลองลักษณะการแข่งขันของ ศ.ไมเคิล อีพอร์ตเตอร์ (Five Forces Model for Competition Analysis) เมื่อนำมาประยุกต์อธิบายลักษณะการแข่งขันของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
 
ทั้งนี้ ศ.ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์ เพิ่งได้นิยามแรงใหม่มาอธิบายเพิ่มเติมคือแรงจาก การเติมเต็มสินค้าหรือบริการให้สมบูรณ์ (Complementary Goods) เช่น บริการเสริมต่างๆ ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าเทคโนโลยี 4G หรือ LTE จะช่วยกระตุ้นการแข่งขันในตลาดให้ร้อนแรงขึ้น เพราะจะช่วยทำให้การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเร็วสูงขึ้นกว่ารายอื่น และ VAS (บริการเสริมใหม่ๆ) จะช่วยให้การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์ขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค เมื่อผู้ให้บริการรายใดหรือผู้ให้บริการเสริมพลังที่เป็น Complementary Goods ที่มีพลังลงไปในสนามการแข่งขันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มรายได้ให้ผู้ให้บริการได้
 
บทวิเคราะห์สถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน
          
อุปสรรคผู้มาใหม่
จากแบบจำลอง 5 Five Forces Model จะเห็นว่าแรงในแนวตั้งที่กระทำต่อสนามการแข่งขัน (Rivalry) แทบไม่มีพลังกระทำต้องสนามการแข่งขันโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทยเลยในปัจจุบัน เนื่องจากแรงด้านบนยังไม่มีผู้มาใหม่ในช่วงเวลานี้ และรายใหม่ตัวจริงที่ได้คลื่น 2.1 GHz ไปก็ยังนับว่าเป็นรายเดิมที่ยังไม่สามารถจะส่งผลกระทบใดต่อการเคลื่อนย้ายผู้บริโภคไปยังคลื่นใหม่ 2.1 GHz ได้ แม้จะโหมกระหน่ำว่าคลื่น 3G แท้แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีศักยภาพใดดีไปกว่า 3G บนความถี่เดิมเลย ซ้ำยังมีสถานีฐานน้อยกว่าเยอะ ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจกล่าวได้ว่าไม่เชิงที่จะเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้เต็มร้อย เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่สามารถเข้าออกตลาดได้อย่างเสรี
 
พลังสินค้าทดแทน
แนวแรงกระทำด้านล่างอธิบายได้สองกรณี
1. อันที่จริงตลาด GSM กล่าวได้ว่าก็มีสินค้าหรือเทคโนโลยีทดแทนที่ดีกว่าแน่นอนเพราะ 3G ทั้งย่าน 800 900 1800 2100 นั้นให้ความเร็วที่มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม Mass ของคนไทยเรานั้นประชากรมากกว่า 70% น่าจะใช้เพียงการสนทนาเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีทดแทนที่ดีกว่าอาจยังไม่ส่งผลต่อสนามแข่งขันสำหรับกลุ่มมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เน้นการสนทนาเท่านั้น
2. สำหรับกลุ่มประชากรที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต แน่นอนว่า 3G ส่งผลต่อสนามแข่งขัน พวกเขามองหาเครือข่ายที่เร็วกว่าเสมอ และแน่นอน 4G ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
 
อำนาจต่อรองของผู้ผลิต
ส่วนในแกนนอนนั้นแรงทางด้านซ้ายหรือ Suppliers ที่กระทำต่อสนามการแข่งขันนั้นก็ยังไม่มีผลเนื่องจากว่ายังไม่ผู้ผลิตรายใดเสนอสินค้าที่แตกต่างมากๆ เพื่อให้ผู้ให้บริการได้เปรียบในการแข่งขันได้ และยังไม่มีการเร่งขยายเครือข่ายในปริมาณมาก ในทางกลับกันผู้ผลิตกลับมุ่งเข้าสู่กลยุทธ์หาพันธมิตรและควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) ด้วยซ้ำไป
แต่มีข้อสังเกตุกรณีไอโฟน ซึ่งพยายามเปลี่ยนแปลงขนาดของซิม แม้ไม่ส่งผลกระทบใดต่อสนามแข่งขันบริการ แต่สร้างต้นทุนเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ เพราะต้องลงทุนซื้อซิมใหม่เปลี่ยนฟรีให้ลูกค้าของตน
 
อำนาจต่อรองของผู้บริโภค
แรงด้านขวาในแนวนอน คือผู้บริโภคที่เป็นผู้มีอำนาจในสนามการแข่งขันในปัจจุบัน พวกเขาพร้อมที่จะทิ้งเบอร์เดิมหรือใช้เบอร์เดิมแต่ย้ายค่ายทันที เมื่อเจอผู้ให้บริการที่มีคุณภาพกว่าและราคาถูกกว่า และเมื่อแรงใดมีอำนาจในตลาดประเด็นหลักของสนามแข่งขันจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจสูงสุดของแรงนั้นที่กระทำต่อตลาด ในปัจจุบันนี้ก็คือ "การแข่งขันบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้บริโภค" นั่นเอง นับว่าเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของระบบการค้าเสรีอันมีที่มาจากทฤษฎีตลาดแข่งขันสมบูรณ์  (Perfect Competition Market) ทุกรายจะแข่งขันกันให้บริการที่มีคุณภาพสูงที่สุด และราคาถูกที่สุด


        

Five Forces Model เป็น what to แต่องค์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันได้ครบถ้วนนั้นคือ How to build Competitive Advantage เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) และจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการประสบความสำเร็จในธุรกิจ กลยุทธ์ทั่วไปหรือ Generic Strategy มีอยู่สามชนิดตามแนวคิดของ พอร์ตเตอร์ คือ

1. Differentiation คือ การสร้างความแตกต่างให้สินค้าหรือบริการ โดนเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มคุณค่าสินค้า (Value Added) ด้วยการแข่งขันเทคโนโลยีที่มีความเร็วกว่าเดิม จะทำให้สินค้าหรือบริการสามารถขายในราคาที่สูงได้
2. Cost Leadership คือการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยผู้ใดมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ต้องใช้ทรัพยากรจากโครงข่ายเดิมมาเป็นฐานในการขยายโครงข่ายใหม่
3. Focus ผู้ให้บริการมุ่งเจาะสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ทำ Consumer Segmentation แล้วเลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภค เช่น ทำตลาดกลุ่มผู้บริโภคนิยมสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะตัวและแตกต่าง Life Style หรือคิดแพคเกจที่ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด เป็นต้น

สรุป
เป้าหมายของธุรกิจคือกำไรสูงที่สุด และ Competitive Advantage คือสิ่งที่จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาด และก็จะได้กำไรสูงที่สุด แต่การจะได้เปรียบคู่แข่งในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยนั้น เมื่อวิเคราะห์จาก 5 Force Model จะเห็นว่า ก็คือ "การทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจ" สรุปได้ว่า ผู้ให้บริการรายใดสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภคมากที่สุด ผู้นั้นมี Competitive Advantage และเขาเป็นผู้ชนะ และได้กำไรสูงสุด...
 
 
Credit:http://www.torakom.com
2015-12-06 13:57:37 #3
9moo

ตัวอย่างการวิเคราะห์ five force model ธุรกิจน้ำพริกสำเร็จรูป


1. สภาพการแข่งขันในปัจจุบัน (Existing Competitors)

จำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรมมีมาก  เนื่องจากส่วนใหญ่พัฒนามาจากผู้ผลิตน้ำพริกรายเดิม ที่ปรับปรุงสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น และอัตราการเจริญเติบโตของตลาดน้ำพริกมีแนวโน้มสูงขึ้น ความแตกต่างของสินค้าหรือบริการมีไม่มากส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับรสชาด

เนื่องจากธุรกิจ น้ำพริกใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก ดังนั้นหากผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจน้ำพริกอยู่ในปัจจุบัน และไม่ประสบความสำเร็จ  สามารถถอนตัวออกจากอุตสาหกรรมได้ไม่ยาก ซึ่งการถอนตัวออกจากอุตสาหกรรมดังกล่าว จะส่งผลให้ระดับของการแข่งขันในตลาดลดความรุนแรงลง

2. คู่แข่งรายใหม่ที่มีศักยภาพ (Potential Competitors)

ธุรกิจน้ำพริกเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากนัก  แต่ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ได้ยาก ดังนั้นคู่แข่งรายใหม่ จึงไม่มีความกังวลว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ ในตลาดจะได้เปรียบในด้านต้นทุน นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายใหม่ยังสามารถหาแหล่งวัตถุดิบและวิธีการผลิตที่มีคุณภาพได้ไม่ยาก  สามารถเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่ายได้ง่าย  รวมทั้งผู้บริโภคมีความภักดีต่อสินค้า

3. อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ (Buyers)

ผู้บริโภคน้ำพริกส่วนใหญ่ซื้อน้ำพริกไปเพื่อรับประทาน จึงไม่มีอำนาจต่อรองที่ชัดเจน  แต่ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย เนื่องจากมีผู้ผลิตอยู่ในอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก  ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนไปซื้อน้ำพริกจากผู้ผลิตรายอื่นได้  โดยไม่มีต้นทุนในการเปลี่ยนยี่ห้อ (Switching Cost) 

4. อำนาจการต่อรองของผู้ขาย (Suppliers)

วัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำพริกสามารถหาได้จากหลายแหล่ง   ดังนั้น อำนาจต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิตจึงมีไม่มากนัก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มียอดขายสูงจะมีอำนาจต่อรองกับ Supplier  ทั้งเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบและการชำระเงิน  แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้ประกอบการรายใหม่จะมีอำนาจต่อรองกับ Supplier น้อยกว่า
5. ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน (Substitutes)
สินค้าที่ใช้ทดแทนน้ำพริกสำเร็จรูปมีอยู่จำนวนมาก  เนื่องจากน้ำพริกสำเร็จรูปจัดอยู่ในประเภทอาหาร  แต่ถึงแม้จะมีอาหารที่ใช้ทดแทนน้ำพริกได้เป็นจำนวนมาก  แต่ละดับการทดแทนของอาหารแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าที่ทดแทน
 
เขียนโดย : ดารารัตน์ วงค์เดช

 

2015-12-06 14:00:53 #4
9moo

วิเคราะห์อุตสาหกรรม Five Force Model

Five Force Model - เป็นการวิเคราะห์คู่แข่งขันในอุตสาหกรรมหรือบางทีก็ถูกเรียกว่าทฤษฏีแรงกดดัน 5 ประการครับ อันประกอบไปด้วย 

Competitive Rivalry in an Industrial(การแข่งขันในอุตสาหกรรม)มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังนี้
- จำนวนคู่แข่งขัน ถ้าคู่แข่งขันมีจำวนมาก หรือ มีขีดความสามารถพอๆกัน จะทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรง
- อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมยังคงเติบโต การแข่งขันจะไม่รุนแรงมากนัก
- ความแตกต่างของสินค้า ถ้าสินค้ามีความแตกต่างกันไป การแข่งขันก็จะน้อยลง
- ความผูกพันในตรายี่ห้อ
- กำลังการผลิตส่วนเกิน ถ้าอุตสาหกรรมมีกำลังผลิตส่วนเกิน การแข่งขันจะรุนแรง
- ต้นทุนคงที่ของธุรกิจ และต้นทุนในการก็บรักษา
- อุปสรรคกีดขวางการออกจากอุตสาหกรรม เช่น ข้อตกลงกับสหภาพแรงงานในการจ่ายชดเชยที่สูงมาก


Bargaining Power of Suppliers(อำนาจการต่อรองของผู้ขาย)มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังนี้
- จำนวนผู้ขายหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ ถ้ามีผู้ขายน้อยราย อำนาจต่อรองของผู้ขายจะสูง
- ระดับการรวมตัวกันของผู้ขายวัตถุดิบ ถ้าผู้ขายรวมตัวกันได้ อำนาจการต่อรองก็จะสูง
- จำนวนวัตถุดิบหรือแหล่งวัตถุดิบที่มี ถ้าวัตถุดิบมีน้อย อำนาจต่อรองจะสูง
- ความแตกต่างและเหมือนกันของวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบมีความแตกต่างกันมาก อำนาจต่อรองผู้ขายจะสูง


Bargaining Power of Buyer(อำนาจการต่อรองจากผู้ซื้อ)มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังนี้
- ปริมาณการซื้อ ถ้าซื้อมาก ก็มีอำนาจการต่อรองสูง
- ข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าได้รับเกี่ยวกับสินค้าและผู้ขาย ถ้าลูกค้ามีข้อมูลมาก ก็ต่อรองได้มาก
- ความจงรักภักดีต่อยี่ห้อ
- ความยากง่ายในการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ซื้อ ถ้าลูกค้ารวมตัวกันง่ายก็มีอำนาจต่อรองสูง
- ความสามารถของผู้ซื้อที่จะมีการรวมกิจการไปดานหลัง คือ ถ้าลูกค้าสามารถผลิตสินค้าได้ด้วยตนเอง อำนาจการต่อรองก็จะสูง
- ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคนอื่น หรือ ใช้สินค้าของคู่แข่งแล้วลูกค้าต้องมีต้นทุนในการเปลี่ยนสูง อำนาจการต่อรองของลูกค้าก็จะต่ำ


Threat of Substitutes(อุปสรรคจากสินค้าทดแทน)มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังนี้
- ระดับการทดแทน เป็นการทดแทนได้มาก หรือทดแทนได้น้อยแค่ไหน เช่น เครื่องปรับอากาศกับพัดลม หรือเราสามารถดื่มน้ำแทนชาหรือกาแฟได้
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้าปัจจุบัน ไปสู่การใช้สินค้าทดแทน
- ระดับราคาสินค้าทดแทนและคุณสมบัติใช้งานของสินค้าทดแทน

 

Threat of new Entrants(อุปสรรคของผู้เล่นรายใหม่)มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังนี้

- การประหยัดจากขนาด (Economies of scale) เนื่องจากผลิตสินค้าที่เป็นมาตรฐานจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนของสินค้าลดต่ำลง เพราะสามารถลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง
- การผูกพันในตรายี่ห้อ (Brand Loyalty)
- เงินลงทุน (Capital requirements) ถ้าต้องลงทุนสูง ก็จะเป็นอุปสรรคต่อรายใหม่
- การเข้าถึงช่องจัดจำหน่าย (Access to distribution)
- นโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริม หรือมีข้อห้ามสัมปทาน
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้า (Switching cost) ถ้าลูกค้าต้องมีต้นทุน หรือค้าใช้จ่ายในส่วนนี้สูง ต้นทุนเหล่านี้ซึ่งอาจได้แก่ ต้นทุนของอุปกรณ์เครื่องจักรที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่ม หรืออาจจะเป็นระบบงานที่ต้องจัดรูปแบบใหม่ ค่าฝึกอบรมแลสอนงานให้กับพนักงานเพื่อให้ทำงานตามระบบใหม่เป็นต้น
- ข้อได้เปรียบต้นทุนในด้านอื่นๆ เช่น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเฉพาะ มีวัตถุดิบราคาถูก มีทำเลที่ตั้งดีกว่า มีแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนถูก และทำมานนานจนเกิดการเรียนรู้



credit : http://www.gotoknow.org/posts/461175

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อคอินเข้าระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

กระทู้ยอดนิยมประจำสัปดาห์


กระทู้อัพเดทล่าสุด

บาร์โค้ดสแกนเนอร์ พร้อมขาตั้ง มีฟังชั่นการอ่านบิลอัตโนมัติ
เครื่องสแกนลายนิ้วมือ สแกนนิ้วมือลงเวลา Fingerprint Time Attendance Clock Recorder Employee
แผงโซล่าเซลล์ Schutten Solar Cell ราคาถูก
Secret of Branding
Secret of Branding
สนใจอยากทำธุรกิจร้าน อาหาร แบบจานเดียว (พวกก๋วยเตี่ยว หรือ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู หรือ อาหารตามสั่ง) รบกวนอาจารย์แนะนำด้วยคะ

 
Hot! Update News SMEs Franchise Tip &Trick Business Plan
Business plan Marketing plan Financial&Investing Plan Market Info Program & Software Sample Business plan
Shopping&Download Webboard Biz Directory

เข้าร่วมธุรกิจ

Book&Magazine

แนะนำ SME

แนะนำ Franchise

Copyright 2014 Bisnescafe.com All Rights Reserved.